.



0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

...ประวัติศาสตร์พิจารณ์...





     นบีมุฮัมมัด ซอลลัลอฮุอลัยวะซัลลัม กำพร้าพ่อตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์มารดา   อับดุล
มุฏฏอลิบซึ่งเป็นโต๊ะกีก็ได้อุปการะจนกระทั่ง..นบีมุฮัมมัด คลอดแล้วจัดหาแม่นมให้
พออายุได้ 6 ขวบ มารดาก็ถึงอญัลไปอีกคนหนึ่ง       คราวนี้เลยกำพร้าทั้งพ่อและ
แม่ ไม่มีพี่ไม่มีน้อง   ชีวิตจึงเดียวดายน่าสงสารมาก

     อับดุลมุฏฏอลิบผู้เป็นปู่หรือโต๊ะกีจึงรับเอาไปเลี้ยงดูต่อ     หัดให้เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ
จนไม่มีเวลาได้เรียนหนังสือ   จึงอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ไปตลอดชีวิต
     อับดุลมุฏฏอลิบรักมุฮัมมัด หลานชายคนนี้มาก    จะอยู่ด้วยกันเหมือนเงาตามตัว   
คือปู่อยู่ที่ไหนหลานก็อยู่ที่นั่นหรือหลานอยู่ที่ไหนปู่ก็อยู่ที่นั่น   เพียง 2 ปีเท่านั้นปู่ก็
ถึงอญัลไปอีกคนหนึ่ง
     อบูฏอลิบ  ผู้เป็นลุงหรือเวาะยีก็รับไปเป็นผู้อุปการะเลี้ยงดูต่อ  ก็คงเลี้ยงแพะเลี้ยง
แกะเดิม ๆ นั่นแหละจนกระทั่งอายุ 12 ปี    จึงได้เดินทาง    ไปกับกองคาราวานนำสินค้า
ไปขายยังประเทศซีเรีย   นับว่าได้เปิดหูเปิดตากว้างไกลเป็นครั้งแรก
     ถึงนบีมุฮัมมัด จะตกระกำลำบากเพียงใด     เมื่ออัลลอฮุกำหนดตัวไว้แล้วว่าจะให้
เป็น..นบี    อัลลอฮุก็เปลี่ยนวิถีชีวิตที่ลำเค็ญนั้นให้ดีขึ้นเป็นลำดับ  ได้ไปทำการค้าอยู่กับ
นางคอดียะตุซี่งมีการค้าที่ใหญ่โตมาก

     นบี  ได้ทำให้การค้าของนาง คอดียะตุเจริญรุ่งเรืองขึ้นมากมาย   และด้วยประสงค์
ของอัลอฮุซุบห้ะนะฮูวะตะอาลา   จะให้มุฮัมมัด ได้เป็นรอซุลนำอิสลามเผยแผ่แก่ปวงชน
ชาวโลก   จึงให้ได้แต่งงานกับนางคอดียะตุซึ่งเป็นเศรษฐีนีที่ร่ำรวยที่สุด        ก็คือนายทุน
ใหญ่ดีๆนี่เอง        เพราะงานเผยแผ่อิสลามนั้นเป็นงานใหญ่มาก ทั้งการสอนการเผยแผ่
และการต่อสู้กับศัตรูผู้ปฏิเสธจึงต้องใช้ทุนจำนวนมาก ถ้ามัวยุ่งกับการทำมาหากินอีก     
การเผยแผ่ก็ไปไม่ได้ไกลถึงไหนหรอก     
     เมื่อได้แหล่งทุนจากนางคอดียะตุแล้ว        ก็ทำการเผยแผ่ได้อย่างเต็มที่  การเผยแผ่
ก็สำเร็จลุล่วงไปได้ภายในเวลา 20 ปี  พร้อมกับสมบัติที่มีอย่างมากมายนั้นก็หมดสิ้น       
เป็นการคำนวณอย่างลงตัวพอดี๊...พอดี     .         ไม่มีมรดกตกทอดให้ลูกหลานได้ชื่นชม
เลย         เป็นที่น่าสังเกตว่า “นบีนั้นยิ่งเผยแผ่ศาสนามากขึ้นก็ยิ่งยากจนมากขึ้น”มัน
ตรงกันข้ามกับโต๊ะครูบ้านเราที่ยิ่งสอนมากขึ้นก็มีลูกศิษย์มากขึ้นและยิ่งรวยเอ๊า..รวยเอา
อิสลามมิใช่เรื่องใหม่    มีมาแต่..นบีอาดัมโน่นแล้ว   ทะยอยลงมาอย่างพอเหมาะกับการ
พัฒนาของปวงชนแต่ละยุคแต่ละสมัย

     เราคิดกันว่ามนุษย์ทุกวันนี้มีการศึกษาดีขึ้นและเจริญขึ้น   แต่มันเป็นภาพลวงตา
ทั้งนั้น   เพราะความจริงยิ่งเรียนมาก       ก็ยิ่งถอยหลังลงคลองมากขึ้น     ยิ่งพูดคุยกันไม่รู้
เรื่อง   ยิ่งมีความระแวงสงสัยกันมากขึ้นอีก
     จึงเห็นได้ว่ามนุษย์ทุกวันนี้คุยกันไม่ค่อยจะรู้เรื่องนัก   วาจาที่เปล่งเสียงออกมาแต่
ละคำ จึงต้องตีความกันทั้งนั้น   ไม่สามารถเข้าใจได้ทันทีตามความหมายของถ้อยคำ ถ้า
เป็นรัฐบาลก็ต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ   เพราะความรู้ของเขานั้นขาดจริยธรรม 
เรียนแบบศรีธนนชัยอย่างนั้นเอง 

     ผิดกันกับชาวบ้านตาสีตาสาที่ไม่ได้เรียนอะไรมากนัก      พวกนี้เขาพยักหน้ากันนิด
เดียวก็รู้เรื่องกันแล้ว    ไม่ต้องมีการตีความให้วุ่นวายเปล่าๆ เพราะเขายังมีจริยธรรม  ถ้า
การเรียนนั้นควบคู่ไปกับจริยธรรมอิสลามทุกคนก็ปลอดภัย เพราะอิสลามนั้นพูดแล้ว
ปฏิบัติได้
     เรื่องเพศสำส่อนที่ตกค้างมาตั้งแต่สมัย..นบีลูด  มีการลงโทษกันอย่างรุนแรง    ถึง
ขั้นถล่มธรณีแล้วก็ไม่ทำให้ความดื้อรั้นของมนุษย์หมดไปได้     ยังตกค้างมาถึงทุกวันนี้

     นบีมุฮัมมัด ซอลลัลลอฮุอะลัยฮิวะซัลลัม       ได้กำหนดระเบียบสังคมขึ้นใหม่   
โดยแยกลักษณะชายหญิงให้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง  เช่นบังคับให้ชายไว้เคราอันเป็น
เครื่องบ่งบอกของความเป็นชาย   เพราะผู้หญิงในโลกนี้ไม่มีเครา   
     เช่นเดียวกับสรรพสัตว์ทั้งหลายเช่นช้างตัวผู้ย่อมมีงา  ไก่ตัวผู้มีหงอนซึ่งเราจะ
สังเกตได้จากสัตว์ทุกชนิดก็จะรู้ได้ทันทีว่าตัวผู้ตัวเมียมีลักษณะเป็นอย่างไร
     นบีจึงห้ามชายแต่งตัวเหมือนหญิง   และห้ามหญิงแต่งตัวเหมือนชาย   และห้ามทั้ง
ชายหญิงแต่งตัวเลียนแบบกาเฟร์
     เมื่อห้ามการแต่งตัวเหมือนกันแล้ว   ยังห้ามชายหญิงร่วมปะปนอยู่ในที่ชุมนุม
เดียวกันอีก   เพราะการที่ชายและหญิงทำงานร่วมกันแล้ว ย่อมลดคุณภาพความเป็นชาย
เป็นหญิงลงได้โดยไม่รู้สึกตัว   กลายเป็นกระเทยเป็นทอมไปแล้วอย่างมากมาย

     ประเทศที่เคร่งซุนนะตุในเรื่องนี้   เช่นซาอุดิอารเบียผมได้ไปมาแล้วประมาณ 55 ปี
นั้น      ผมพบกระเทยเพียงคนเดียวเท่านั้น
     ประเทศที่เจริญแล้วปล่อยให้ผู้ชายผู้หญิงอยู่ปะปนกันได้อย่างเสรีนั้น   ลองนับดูให้
ดีเถอะจะมีกระเทยมีทอมอยู่ครึ่งต่อครึ่ง    เหมือนกล้วยน้ำว้ากับกล้วยตานีปลูกปะปนกัน
นั่นแหละ   กล้วยน้ำว้าจะกลายพันธุ์เป็น   เช่นกล้วยตานีหมด   คืออันไหนมีฮอร์โมนสูง
กว่าก็เป็นฝ่ายดึงดูด
     แล้ว..นบีก็ส่งเสริมให้แต่งงานมีคู่ครองเสีย      เรื่องที่กล่าวมานี้จะได้หมดไป    ซึ่ง
การแต่งงานนั้นเป็นซุนนะตุ       คนจนก็แต่งได้ตามแบบการแต่งงานของคนจน    คนรวย
ก็มีแบบวลีมะตุของคนรวย  ไม่ใช่ยากจนแล้วตะแบงทำ.วลีมะตุกับเขาด้วย  อย่างนี้ก็สร้าง
ความเดือดร้อนไม่สิ้นสุด
     เมื่อ..นบีเผยแผ่อิสลามมาได้ครึ่งทาง   ก็แต่งงานกับนางอาอีซะตุซึ่งเป็นเด็กในวัย
เรียน    จนพวกกาเฟร์โจมตีว่า “บ้ากาม”อัสเตาฟิรุลลอฮุ 
 
     เมื่อนบีวาฟาต  ภรรยาที่รุ่นราวคราวเดียวกันเสียชีวิตตามๆกันไป   แล้วจะได้ใคร
เล่าช่วยบอกต่อเรื่องหะดิษต่างๆ     ที่เกี่ยวกับความเป็นอยู่ระหว่างสามีภรรยาและอีบาดะตุ
ในยามค่ำคืน   นางอาอีซะตุมิใช่หรือ   ที่เป็นผู้เอาหะดิษมากมายบอกต่อกันมาจนถึงเราทุกวันนี้
     เมื่อ..นบี มุฮัมมัด ซอลลัลลอฮิ อลัยฮิวซัลลัม วาฟาตนั้นนางอาอีซะตุอายุ  18 ปี 
นางจึงบอกต่อหะดิษได้อีกประมาณ 47 ปี...มาซาอัลลอฮุท่านเป็นอาจารย์วิชาหะดิษผู้
ยิ่งใหญ่ของมวลชนมุสลิม...นะครับ

     แล้วการที่เราเอาเงินใส่ซองไปช่วยงานบุญนั้นเอาตัวอย่างมาจาก....นบีไหน   ถ้าไม่
มีแบบอย่างจากนบีและชาวสลัฟ      ก็เป็นบิดอะตุเท่านั้นเองไม่มีประตูอื่น       แล้วเราทำ
กันมาเหมือนเสพติดยาบ้าเช่นนี้แล้วจะมีใครเลิกได้บ้างไหมนี่........
     บางทีจะแก้ตัวว่านั่น...มันเป็น   มูอามาละตุ...แต่นั่นเขาทำบุญนะครับ...ไม่ใช่ขายข้าวแกง
     ถามว่าคนจนต้องทำบุญไหม.?เป็นคำถามที่ดีมาก  คำตอบคือไม่ต้องทำ    คอยกิน
บุญอย่างเดียวก็ได้บุญพอแล้ว  ถ้ามีใครเชิญมาก็รีบไปกินเถอะ   แล้วไม่ต้องเอาเงินใส่ซอง
ช่วยเขาหรอก      ไม่มีธรรมเนียมที่คนจนเอาเงินไปช่วยคนรวยทำบุญ       เขารวยแล้วเขา
จึงทำบุญได้เพื่อหวังความโปรดปรานจากอัลลอฮุ   เราเป็นคนจนก็ต้องรู้จักเจียมตัวไว้บ้าง
..วัลลอฮุอะลัม...

อัสเตาฟีรุลลอฮุ                                                             
เศรษฐี  สกุลดี
1 กันยายน 55

cr : อัสซายีดีนสาร


avatar
treatise@losoth

กุมภาพันธ์ 06, 2016, 02:26:05 PM

« แก้ไขครั้งสุดท้าย: กุมภาพันธ์ 06, 2016, 02:42:36 PM โดย treatise@losoth »