.



0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

หะดีษ



ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปราณียิ่งเสมอ
 
หะดีษที่ 1 การงานทั้งหลายขึ้นอยู่กับเจตนา
 
الأَعْمَالُ بِالنِّيَّاتِ
 
عَنْ أَمِيْرِ المُؤْمِنِيْنَ أَبِيْ حَفْصٍ عُمَرَ بْنِ الخَطَّابِ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ: سَمِعْتُ رَسُوْلَ اللهِ ﷺ يَقُوْلُ : "إنَّمَا الأَعْمَالُ بِالنِّيَّاتِ، وإِنَّما لِكُلِّ امْرِيءٍ ما نَوَى، فَمَنْ كَانَتْ هِجْرَتُهُ إِلَى اللهِ ورَسُوْلِهِ فَهِجْرَتُهُ إِلَى اللهِ ورَسُوْلِهِ ، ومَنْ كَانَتْ هِجْرَتُهُ لِدُنْيَا يُصِيْبُها أَوِ امْرَأَةٍ يَنْكِحُهَا فَهِجْرَتُهُ إِلَى مَا هَاجَرَ إِليهِ"
رَوَاهُ إِمَامَا المُحَدِّثِيْنَ، أَبُوْ عَبْدِ اللهِ مُحَمَّدُ بْنُ إِسْمَاعِيْلَ بْنِ إِبْرَاهِيْمَ بْنِ المُغِيْرَةِ بْنِ بَرْدِزْبَهْ البُخَارِيُّ، وَأَبُوْ الحُسَيْنِ مُسْلِمُ بْنُ الحَجَّاجِ بْنِ مُسْلِمٍ القُشَيْرِيُّ النَّيْسَابُوْرِيُّ فِيْ صَحِيْحَيْهِمَا الْلَذَيْنِ هُمَا أَصَحُّ الكُتُبِ المُصَنَّفَةِ.
 
ความว่า: จากท่านอมีรุลมุอ์มินีน อบูหัฟฺศฺ อุมัรฺ อิบนุ อัล-ค็อฏฏอบ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ ได้เล่าว่า: ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ﷺ กล่าวว่า: "แท้จริงการงานทั้งหลายนั้นขึ้นอยู่กับเจตนา และแท้จริงสำหรับทุกคนนั้นคือสิ่งที่เขาได้ตั้งเจตนาไว้ ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่การอพยพของเขามีเจตนาเพื่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ ดังนั้นการอพยพของเขาก็จะเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ และผู้ใดก็ตามที่การอพยพของเขาเพื่อโลกนี้ที่เขาก็จะได้รับ หรือเพื่อผู้หญิงที่เขาจะแต่งงานด้วย ดังนั้นการอพยพของเขาก็จะเป็นไปตามความประสงค์ที่เขาได้อพยพ"
หะดีษรายงานโดยสองอิมามของบรรดานักวิชาการหะดีษ นั่นคือท่านอบูอับดิลลาฮฺ มุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล อิบนุ อิบรอฮีม อิบนุ อัล-มุฆีเราะฮฺ อิบนุ บัรฺดิซบะฮฺ อัล-บุคอรีย์ และท่านอบู อัล-หุสัยนฺ มุสลิม อิบนุ อัล-หัจญาจญ์ อิบนุ มุสลิม อัล-กุชัยรียฺ อัล-นัยสาบูรีย์ ในหนังสือเศาะหี้หฺของท่านทั้งสองซึ่งเป็นหนังสือที่ประพันธ์ที่มีความถูกต้องมากที่สุด.
 
avatar
Bangmad2509

กันยายน 29, 2016, 08:38:15 AM

ความคิดเห็นเลขที่ #1





ยาซากัลลอฮุ คอยรอน นะครับ


avatar
auto@losoth

กันยายน 30, 2016, 11:10:11 AM

ความคิดเห็นเลขที่ #2


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปราณียิ่งเสมอ

หะดีษที่ 2 ลำดับขั้นของศาสนา
 
مَرَاتِبُ الدِّيْنِ
 
عَنْ عُمَرَ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ أَيْضاً قَالَ :
​"بَيْنَماَ نَحْنُ جُلُوْسٌ عِنْدَ رَسُوْلِ اللهِ ﷺ ذَاتَ يَوْمٍ ، إِذْ طَلَعَ عَلَيْنَا رَجُلٌ شَدِيْدُ بَيَاضِ الثِّيَابِ ، شَدِيْدُ سَوَادِ الشَّعْرِ ، لَا يُرَى عَلَيْهِ أَثَرُ السَّفَرِ وَلَا يَعْرِفُهُ مِنَّا أَحَدٌ ، حَتَّى جَلَسَ إِلَى النَّبِيِّ ﷺ ، فَأَسْنَدَ رُكْبَتَيْهِ إِلَى رُكْبَتَيْهِ ، وَوَضَعَ كَفَّيْهِ عَلَى فَخِذَيْهِ ، وَقَالَ : يَا مُحَمَّدُ أَخْبِرْنِيْ عَنِ الإِسْلَامِ .
فَقَالَ رَسُوْلُ اللهِ ﷺ : " الإِسْلَامُ أَنْ تَشْهَدَ أَنْ لَا إِلهَ إِلَّا اللهُ وَأَنْ مُحَمَّداً رَسُوْلُ اللهِ ، وَتُقِيْمَ الصَّلَاةَ ، وَتُؤْتِيَ الزَّكَاةَ ، وَتَصُوْمَ رَمَضَانَ ، وَتَحُجَّ البَيْتَ إِنِ اسْتَطَعْتَ إِلَيْهِ سَبِيْلاً "
قَالَ : صَدَقْتَ .
فَعَجِبْنَا لَهُ يَسْأَلُهُ وَيُصَدِّقُهُ !
قَالَ : فَأَخْبِرْنِيْ عَنِ الإِيْمَانِ .
قَالَ : " أَنْ تُؤْمِنَ بِاللهِ وَمَلَائِكَتِهِ وَكُتُبِهِ وَرُسُلِهِ وَالْيَوْمِ الآخِرِ وَتْؤْمِنَ بِالْقَدَرِ خَيْرِهِ وَشَرِّهِ " .
قَالَ : صَدَقْتَ .
قَالَ : فَأَخْبِرْنِيْ عَنِ الإِحْسَانِ .
قَالَ : " أَنْ تَعْبُدَ اللهَ كَأَنَّكَ تَرَاهُ ، فَإِنْ لَمْ تَكُنْ تَرَاهُ فَإِنَّهُ يَرَاكَ " .
قَالَ : فَأَخْبِرْنِيْ عَنِ السَّاعَةِ .
قَالَ : " مَا المَسْؤُوْلُ عَنْهَا بِأَعْلَمَ مِنَ السَّائِلِ " .
قَالَ : فَأَخْبِرْنِيْ عَنْ أَمَارَاتِهَا .
قَالَ : " أَنْ تَلِدَ الأَمَةُ رَبَّتَهَا ، وَأَنْ تَرَى الحُفَاةَ الْعُرَاةَ الْعَالَةَ رِعَاءَ الشَّاءَ يَتَطَاوَلُوْنَ فِيْ الْبُنْيَانِ " .
ثُمَّ انْطَلَقَ ، فَلَبِثْتُ مَلِيّاً ، ثُمَّ قَالَ : " يَا عُمَرُ أَتَدْرِيْ مَنِ السَّائِلُ ؟ " .
قُلْتُ : اللهُ وَرَسُوْلُهُ أَعْلَمُ .
قَالَ : " فَإِنَّهُ جِبْرِيْلُ أَتَاكُمْ يُعَلِّمُكُمْ دِيْنَكُمْ. "
 رَوَاهُ مُسْلِمٌ.
 
ความว่า: จากท่านอุมัร เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ ได้เล่าว่า:
"วันหนึ่ง ในขณะที่พวกเรากำลังนั่งอยู่กับท่านเราะสูลุลลอฮฺ ﷺ
ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งสวมเสื้อผ้าที่ขาวโพลน มีผมที่ดำสนิท
และไม่เห็นร่องรอยของการเดินทาง ได้ปรากฏขึ้นมายังพวกเรา
และไม่มีผู้ใดเลยในหมู่พวกเราที่รู้จักเขา จนในที่สุด
เขาได้เข้ามานั่งที่ท่านนบี ﷺ แล้วเขาก็เอาเข่าทั้งสองข้างของเขา
ยันกับเข่าทั้งสองข้างท่านนบี ﷺ และได้วางมือของเขา
บนขาของท่านนบี ﷺ แล้วเขาก็กล่าวขึ้นว่า

“โอ้มุหัมมัดเอ๋ย จงบอกให้ฉันรู้เกี่ยวกับอิสลามเถิด”
แล้วท่านเราะสูลุลลอฮฺ ก็กล่าวว่า:
อิสลามคือ
-    การที่ท่านกล่าวปฎิญานว่า

“ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ
และมุหัมมัดนั้นเป็นเราะสูลของอัลลอฮฺ”
-     การที่ท่านดำรงไว้ซึ่งการละหมาด
-     จ่ายซะกาต
-     ถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน
-     และไปประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยติลละฮฺ
หากท่านมีความสามารถเดินทางไปได้.
เขากล่าวว่า “จริงอย่างที่ท่านพูด”
(ท่านอุมัรฺกล่าวว่า) ดังนั้นพวกเราพากันแปลกใจ
ที่เขาถามท่านนบี แล้วเขาก็รับรองว่าท่านนบีพูดจริง.
เขากล่าวอีกว่า “จงบอกให้ฉันรู้เกี่ยวกับอีมานเถิด ” 
ท่านนบี จึงตอบว่า
- การที่ท่านศรัทธาต่ออัลลอฮฺ
- ต่อบรรดามลาอิกะฮฺของพระองค์
- ต่อบรรดาคัมภีร์ของพระองค์
- ต่อบรรดาศาสนทูตของพระองค์
- ต่อวันปรโลก
- และเชื่อต่อการกำหนดสภาวะของพระองค์ทั้งที่ดีและไม่ดี”
แล้วเขากล่าวว่า “จริงอย่างที่ท่านพูด”

แล้วเขาก็กล่าวอีกว่า
“ดังนั้นท่านจงบอกให้ฉันรู้เกี่ยวกับอิหฺสานเถิด ”
ท่านนบีตอบว่า “คือการที่ท่านทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ
เสมือนกับว่าท่านเห็นพระองค์ แม้ว่าท่านไม่เห็นพระองค์
แต่พระองค์ทรงเห็นท่านแน่นอน”

​แล้วเขากล่าวอีกว่า “ดังนั้นท่านจงบอกให้ฉันรู้เกี่ยวกับวันกิยามะฮฺเถิด ?”
ท่านนบีตอบว่า “ผู้ที่ถูกถาม ไม่ได้รู้มากไปกว่าผู้ถามเลย”
​แล้วเขาก็กล่าวว่า “ถ้าเช่นนั้นท่านจงบอกให้ฉันรู้ถึงสัญญานของมันเถิด”
ท่านนบีตอบว่า “คือการที่ทาสีจะคลอดลูกเป็นนายของนาง,
ท่านจะได้เห็นผู้ที่ไม่สวมร้องเท้า ไม่มีเสื้อผ้าจะสวมใส่
เป็นผู้ยากจนข้นแค้น และเลี้ยงแพะ แต่กลับ
แข่งขันกันสร้างอาคารสูง ๆ ”
​จากนั้น เขาก็จากไป และฉัน (หมายถึงอุมัรฺ)
ก็หายหน้าไปหลายวัน  ต่อมาท่านนบี ﷺ ก็ถามฉันว่า
“โอ้อุมัร ท่านรู้ไหมว่า ผู้ถามครั้งนั้นเป็นใคร ?”
ฉันตอบว่า “อัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์เท่านั้นที่รู้”
​ท่านนบีตอบว่า “แท้จริงเขาคือ ญิบรีล ท่านมาหาพวกท่าน
เพื่อสอนพวกท่านเรื่องศาสนาของพวกท่าน”

หะดีษบันทึกโดยมุสลิม
avatar
Bangmad2509

ตุลาคม 03, 2016, 06:41:14 AM

ความคิดเห็นเลขที่ #3


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปราณียิ่งเสมอ
หะดีษที่ 3 หลักการของอิสลาม
 
أَرْكَانُ الإِسْلاَمِ
 
عَنْ أَبِيْ عَبْدِ الرَّحْمَنِ  عَبْدِ اللهِ بْنِ عُمَرَ بْنِ الخَطَّابِ رَضِيَ اللهُ عَنْهُمَا قَالَ: سَمِعْتُ رَسُوْلَ اللهِ ﷺ  يَقُوْلُ :
"بُنِيَ الإِسْلَامُ عَلَى خَمْسٍ : شَهَادَةِ أَنْ لَا إِلهَ إِلاَّ اللهُ وَأَنْ مُحَمَّداً رَسُوْلُ اللهِ ، وَإِقَامِ الصَّلَاةِ ، وَإِيْتَاءِ الزَّكَاةِ ، وَحَجِّ البَيْتِ ، وَصَوْمِ رَمَضَانَ "
رَوَاهُ البُخَارِيُّ وَ مُسْلِمٌ.
 
ความว่า: จากท่านอบูอับดิรฺเราะหฺมาน
นั่นคืออับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ อิบนุ อัล-ค็อฎฎอบ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุมา เล่าว่า
: ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ﷺ กล่าวว่า:
​“อิสลามนั้น ถูกสร้างอยู่บนหลักการห้าประการ นั่นคือ
-   การปฎิญานตนว่า
  “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากอัลลอฮฺ
    และมุหัมมัดนั้นคือเราะสูลของอัลลอฮฺ
-   การดำรงไว้ซึ่งการละหมาด
-   การจ่ายซะกาต
-   การประกอบพิธีหัจญ์ ณ บัยติลลาฮฺ
-   และการถือศีลอดในเดือนเราะมะฎอน” 

หะดีษนี้ บันทึกโดย อัล-บุคอรีย์และมุสลิม
avatar
Bangmad2509

ตุลาคม 04, 2016, 08:25:26 AM

ความคิดเห็นเลขที่ #4


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปราณียิ่งเสมอ
หะดีษที่ 4 ขั้นตอนของการสร้าง
 
مَرَاحِلُ الخَلْقِ
 
عَنْ أَبِيْ عَبْدِ الرَّحْمنِ  عَبْدِ اللهِ بْنِ مَسْعُوْدٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ: حَدَّثَنَا رَسُوْلُ اللهِ ﷺ وَهُوَ الصَّادِقُ المَصْدُوْقُ :
" إِنَّ أَحَدَكُمْ يُجْمَعُ خَلْقُهُ فِيْ بَطْنِ اُمِّهِ أَرْبَعِيْنَ يَوْماً نُطْفَةً، ثُمَّ يَكُوْنُ عَلَقَةً مِثْلَ ذَلِكَ، ثُمَّ يَكُوْنُ مُضْغَةً مِثْلَ ذَلِكَ، ثُمَّ يُرْسَلُ إِلَيْهِ المَلَكُ فَيَنْفَخُ فِيْهِ الرُّوْحَ ، وَيُؤْمَرُ بِأَرْبَعِ كَلِمَاتٍ : بِكَتْبِ رِزْقِهِ وَأَجَلِهِ وَعَمَلِهِ وَشَقِيٌّ أَوْ سَعِيْدٌ .
فَوَاللهِ الَّذِيْ لاَ إِلهَ غَيْرُهُ إِنَّ أَحَدَكُمْ لَيَعْمَلُ بِعَمَلِ أَهْلِ الجَنَّةِ حَتَّى مَا يَكُوْنُ بَيْنَهُ وَبَيْنَهَا إِلاَّ ذِرَاعٌ فَيَسْبِقُ عَلَيْهِ الكِتَابُ فَيَعْمَلُ بِعَمَلِ أَهْلِ النَّارِ فَيَدْخُلُهَا ، وَإِنَّ أَحَدَكُمْ لَيَعْمَلُ بِعَمَلِ أَهْلِ النَّارِ حَتَّى مَا يَكُوْنُ بَيْنَهُ وَبَيْنَهَا إِلاَّ ذِرَاعٌ فَيَسْبِقُ عَلَيْهِ الكِتَابُ فَيَعْمَلُ بِعَمَلِ أَهْلِ الجَنَّةِ فَيَدْخُلُهَا "
رَوَاهُ البُخَارِيُّ وَمُسْلِمٌ.
 
ความว่า: จากท่านอบูอับดิรฺเราะหฺมาน
นั่นคืออับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ
เล่าว่า

“ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ﷺ 
ซึ่งเป็นผู้สัจจริงและเป็นผู้ได้รับการเชื่อถือ
กล่าวว่า:

 “แท้จริง ทุกๆ คนในหมู่พวกท่าน
ได้ถูกก่อตัวเป็นรูปร่างในครรภ์มารดา
เป็นระยะเวลา 40 วันในรูปของนุฏฟะ (น้ำข้นๆ)
หลังจากนั้นก็กลายเป็นก้อนเลือด
ภายในระยะเวลาเดียวกัน และหลังจากนั้น
ก็กลายเป็นก้อนเนื้อภาย
ในระยะเวลาเดียวกัน หลังจากนั้น
มลาอิกะฮฺก็ถูกส่งมายังเขา
และเป่าวิญญาณใส่ร่างเขา
และมลาอิกะฮฺถูกบัญชา
ให้บันทึกสี่กำหนดการด้วยกัน นั่นคือ

-   ริซกี (เครื่องยังชีพ) ของเขา
-   อายุขัยของเขา
-   การงานของเขา
-   และสุขหรือทุกข์ของเขา

ฉันของสาบานต่ออัลลอฮฺ
ผู้ซึ่งไม่มีพระเจ้าอื่นใด
ที่ควรแก่การเคารพภักดีนอกจากพระองค์

ว่าแท้จริงคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่าน
จะปฏิบัติกิจการงานของชาวสวรรค์
จนกระทั่งไม่มีอะไรอยู่ระหว่างเขากับสวรรค์
นอกจากห่างกันแค่หนึ่งศอกเท่านั้น
แต่เขาได้ถูกกำหนด (ให้เป็นชาวนรก) ดังนั้น
เขาก็ปฏิบัติกิจการงานของชาวนรก
และในที่สุดเขาก็ตกนรก

และแท้จริงคนใดคนหนึ่งในหมู่พวกท่าน
จะปฏิบัติกิจการงานของชาวนรก จนกระทั่ง
ไม่มีอะไรอยู่ระหว่างเขากับนรกนอกจาก
ห่างกันแค่หนึ่งศอกเท่านั้น
แต่เขาได้ถูกกำหนดไว้แล้ว (ว่าเขาเป็นชาวสวรรค์)
ดังนั้นเขาก็จะปฏิบัติกิจการงานของชาวสวรรค์
และในที่สุดเขาก็ได้เข้าสวรรค์”

หะดีษบันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม
avatar
Bangmad2509

ตุลาคม 06, 2016, 06:12:36 AM

ความคิดเห็นเลขที่ #5


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปราณียิ่งเสมอ
หะดีษที่ 5 ห้ามอุตริในศาสนา
 
النَّهْيُ عَنِ الابْتِدَاعِ فِيْ الدِّيْنِ
 
عَنْ اُمِّ المُؤْمِنِيْنَ اُمِّ عَبْدِ اللهِ  عَائِشَةَ رَضِيَ اللهُ عَنْهَا قَالَتْ : قَالَ رَسُوْلُ اللهِ ﷺ :
" مَنْ أَحْدَثَ فِيْ أَمْرِنَا هَذَا مَا لَيْسَ مِنْهُ فَهُوَ رَدٌّ "
رَوَاهُ البُخَارِيُّ وَمُسْلِمٌ.
وَفِيْ رِوَايَةٍ لِمُسْلِمٍ : " مَنْ عَمِلَ عَمَلاً لَيْسَ عَلَيْهِ أَمْرُنَا فَهُوَرَدٌّ " .
 
ความว่า: จากมารดาของศรัทธาชนทั้งหลาย
อุมมุ อับดิลลาฮฺ นั่นคือ
ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺอันฮา เล่าว่า:
ท่านเราะสูลุลลอฮฺ ﷺ กล่าวว่า

“ใครก็ตามที่อุตริในกิจการศาสนาของเรานี้
ซึ่งสิ่งที่เราไม่ได้สั่งใช้ ดังนั้น
สิ่งที่อุตริขึ้นมานั้นย่อมถูกปฏิเสธ” 

บันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม 
และในการบันทึกของมุสลิมมีสำนวนว่า:

“ใครก็ตามที่ปฏิบัติกิจการใดกิจการหนึ่ง
ซึ่งเราไม่ได้สั่งใช้ ดังนั้นกิจการนั้นจะถูกปฏิเสธ”
avatar
Bangmad2509

ตุลาคม 07, 2016, 06:48:26 AM

ความคิดเห็นเลขที่ #6


ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงเมตตา ปราณียิ่งเสมอ
หะดีษที่ 6 ออกห่างจากสิ่งที่คลุมเครือ
 
البُعْدُ عَنْ مَوَاطِنِ الشُبُهَاتِ
 
عَنْ أَبِيْ عَبْدِ اللهِ  النُّعْمَانِ بْنِ بَشِيْرٍ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ قَالَ : سَمِعْتُ رَسُوْلَ اللهِ ﷺ يَقُوْلُ :
" إِنَّ الحَلَالَ بَيِّنٌ وَإِنَّ الحَرَامَ بَيِّنٌ ، وبَيْنَهُمَا اُمُورٌ مُشْتَبِهاتٌ ، لاَ يَعْلَمُهُنَّ كَثِيْرٌ مِنَ النَّاسِ ، فَمَنِ اتَّقَى الشُّبُهَاتِ ، فَقَدْ اِسْتَبْرَأَ لِدِيْنِهِ وَعِرْضِهِ ، وَمَنْ وَقَعَ فِيْ الشُّبُهَاتِ وَقَعَ فِيْ الحَرَامِ ، كَالرَّاعِيْ يَرْعَى حَوْلَ الحِمَى يُوْشِكُ أنْ يَرْتَعَ فِيْهِ ، أَلاَ وَإِنَّ لِكُلِّ مَلِكٍ حِمًى ، أَلاَ وَإِنَّ حِمَى اللهِ مَحَارِمُهُ ، أَلاَ وَإِنَّ فِيْ الجَسَدِ مُضْغَةً إِذَا صَلَحَتْ صلَحَ الجَسَدُ كُلُّهُ ، وَإِذَا فَسَدَتْ فَسَدَ الجَسَدُ كُلُّهُ ، أَلاَ وَهِيَ القَلْبُ"
رَوَاهُ البُخَارِيُّ وَمُسْلِمٌ.
 
ความว่า: จากท่านอบูอับดิลลาฮ นั่นคือ อัน-นุอฺมาน อิบนุ บะชีร เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ
เล่าว่า: ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ﷺ กล่าวว่า “แท้จริงสิ่งที่อนุมัติ (หะลาล)
นั้นชัดเจนและสิ่งที่ต้องห้าม (หะรอม) ก็ชัดเจนเช่นกัน และในระหว่างทั้งสองนั้น
คือสิ่งที่คลุมเครือ ซึ่งผู้คนส่วนมากไม่รู้ ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่ระแวดระวังและ
ปกป้องตัวเขาจากสิ่งที่คลุมเครือ แท้จริงเขาได้ให้ศาสนาและเกียรติของเขา
ใสสะอาดปลอดมลทิน และใครก็ตามที่ตกอยู่ในสิ่งที่คลุมเครือ ก็เสมือนกับว่า
เขาได้ตกอยู่ในสิ่งที่ต้องห้าม เปรียบดังเช่นผู้ที่เลี้ยงปศุสัตว์อยู่รอบ ๆ บริเวณเขตหวงห้าม
ซึ่งมันเกือบจะเล็ดลอดเข้าไปกินในเขตหวงห้ามอยู่แล้ว พึงทราบเถิดว่าทุก ๆ กษัตริย์
ย่อมมีเขตหวงห้าม และพึงทราบเถิดว่า แท้จริงเขตหวงห้ามของอัลลอฮฺคือ
บรรดาสิ่งต้องห้ามทั้งหลาย พึงทราบเถิดว่า ในร่างกายมนุษย์นั้น มีก้อนเนื้อชิ้นหนึ่ง
เมื่อมันดี ร่างกายทั้งหมดก็จะดีตามไปด้วย และถ้าหากว่ามันเสีย ร่างการทั้งหมด
ก็จะเสียตามไปด้วย พึงทราบเถิดว่า มันคือ หัวใจ”

หะดีษบันทึกโดยอัล-บุคอรีย์และมุสลิม
avatar
Bangmad2509

ตุลาคม 08, 2016, 10:30:23 AM

ความคิดเห็นเลขที่ #7


หะดีษที่ 7 การตักเตือนคือเสาหลักของศาสนา
 
النَّصِيْحَةُ عِمَادُ الدِّيْنِ
 
عَنْ أَبِيْ رُقَيَّةَ  تَمِيْمِ بْنِ أَوْسٍ الدَّارِيِّ رَضِيَ اللهُ عَنْهُ أَنَّ النَّبِيَّ ﷺ قَالَ :
" الدِّيْنُ النَّصِيْحَةُ ، قُلْنَا : لِمَنْ ؟ قَالَ : لِلهِ وَلِكِتَابِهِ وِلِرَسُوْلِهِ وِلِأَئِمَّةِ المُسْلِمِيْنَ وَعَامَّتِهِمْ "
رَوَاهُ مُسْلِمٌ.
 
ความว่า: จากท่านอบู รุก็อยยะฮฺ นั่นคือ
ตะมีม อิบนุ เอาสฺ อัด-ดารีย์
เราะฎิยัลลอฮฺอันฮุ เล่าว่า:

ท่านนบี ﷺ กล่าวว่า “ศาสนาคือ การตักเตือน”

พวกเราถามว่า: เพื่อใครล่ะ

ท่านนบี ﷺ ตอบว่า
“เพื่ออัลลอฮฺ เพื่อคัมภีร์ของพระองค์
เพื่อศาสนทูตของพระองค์
เพื่อบรรดาผู้นำมุสลิม
และเพื่อบรรดามุสลิมทั่วไป”

หะดีษบันทึกโดยมุสลิม
avatar
Bangmad2509

ตุลาคม 11, 2016, 08:23:34 AM